หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- ทะเบียนคุมชิ้นงาน
- เด็กน้อยในใจฉัน
- ดอกไม้ในใจฉัน
- เรียนออนไลน์
- portfolio
- แบบฝึกคิด
- กลุ่มที่1
- กลุ่มที่2
- กลุ่มที่3
- กลุ่มที่4
- กลุ่มที่5
- กลุ่มที่6
- กลุ่มที่7
- กลุ่มที่8
- กลุ่มที่9
- กลุ่มที10
- กลุ่มที่11
- กลุ่มที่12
- แบบฝึกหัด เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย
- การประเมินนำเสนอBLOG
- การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
- การศึกษาเด็กรายกรณี
วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567
กลุ่มที่11 การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา ทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
สรุปกิจกรรมกลุ่มที่ 11 ด้านสติปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอายุ 3 - 6ขวบ มิได้หมายถึงสาระทางชีววิทยา
เคมีกลศาสตร์แต่เนื้อหาวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยคือสาระเกี่ยวกับธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เด็กควรรู้การเรียนการสอนมุ่งเพื่อให้เด็กเกิดความ
เข้าใจมากกว่าที่จะจำเป็นองค์ความรู้การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยแตก
ต่างจากเด็กวัยอื่นที่เด็กปฐมวัยมีการเจริญของสมองที่รวดเร็วและต้องการการ
กระตุ้นเพื่อการงอกงามของใยสมองในช่วงปฐมวัย
สาระวิทยาศาสตร์ที่เด็กเรียนจําแนกเป็น 4หน่วย ดังนี้
หน่วยที่1 การสังเกตโลกรอบตัว
หน่วยที่ 2 การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและการเรียนรู้
หน่วยที่ 3 รู้ทรงและสิ่งที่เกี่ยวข้อง
หน่วยที่ 4 การจัดหมู่และการจำแนกประเภท
เป้าหมายของการเรียนวิทยาศาสตร์
เด็กปฐมวัยเรียนวิทยาศาสตร์ในแง่ของทักษะพื้นฐาน
กระบวนการและสาระ วิทยาศาสตร์เบื้องต้น เป้าหมายสำคัญของการเรียน คือ
1. ให้เด็กได้ค้นคว้าและสืบค้นสิ่งต่าง ๆ และปรากฏการณ์ที่มี
งๆ และปรากฏการณ์ที่มี
2. ให้เด็กได้ใช้กระบวนการทักษะทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง
3. กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น
ความสนใจและเจตคติของเด็กด้วยการค้นให้พบ
4. ช่วยให้เด็กค้นหาข้อมูลความรู้บางอย่างที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำวันและการสืบค้นของตัวเด็ก
กลุ่มที่7 การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ทักษะการคิดและการคิดแบบต่างๆ ของเด็กปฐมวัยและเครื่องมือที่ใช้
สรุปกิจกรรมกลุ่มที่ 7 ด้านสติปัญญา : ทักษะการคิด และการคิดแบบต่างๆ
ทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย
การคิดเป็นกระบวนการของสมองในการประมวลข้อมูลความรู้ไปสู่การอธิบาย
การประยุกต์ การขยาย
และการสร้างใหม่จุดเริ่มต้นของการคิดขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าและการได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง
5 ที่ไปกระตุ้นสมองให้รับรู้ผ่านสู่กระบวนการทางสมองเพื่อซึมซับและเชื่อมความรู้เดิมและความรู้ใหม่การคิดสำ
หรับเด็กปฐมวัยจะใช้คำ ถามเพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดในขณะทำ กิจกรรม
หรือการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์นับว่าเป็นหัวใจสำ
คัญของการส่งเสริมให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ สังเกต และเปรียบเทียบ
โดยคุณภาพของคำถามที่ถามได้ถูกวิธี ถูกเวลา ขณะที่เด็กกำลังให้ความสนใจและเรียนรู้ในกิจกรรมที่เคยเตรียมไว้นั้นมีผลต่อกระบวนการคิดหาคำ
ตอบของเด็กว่า สามารถพัฒนาการคิดได้มากน้อยเพียงใด
ดังนั้นครูและผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควรมีความรู้ความเข้าใจ
เกี่ยวกับความหมายความสำคัญองค์ประกอบ และหลักในการส่งเสริมการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย
พร้อมทั้งความสำคัญของหลักการใช้คำถาม และประเภทของคำ
สำหรับเด็กประถมวัยเพื่อเด็กจะได้นำบัตรอยู่ที่ได้รับมาเป็นทักษะพื้นฐานในการแก้ปัญหาต่อไป
ประเภทของการคิด
1. ทักษะการคิดพื้นฐาน (BASIC THINKINGSKILLS)
แบ่งเป็นทักษะการสื่อความหมาย และทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป
1.1 ทักษะการสื่อความหมาย (COMMUNICATION SKILLS) หมายถึง ทักษะการรับสารที่แสดงถึง ความคิดของผู้อื่นที่เข้า
มาเพื่อรับรู้ตีความแล้วจดจำและเมื่อต้องการที่เจาะลึก เพื่อนำ
มาเรียบเรียงและถ่ายทอด ความคิดเห็นของตนให้แก่ผู้อื่น
โดยแปลงความคิดให้อยู่ในรูปภาษาต่างๆ ทั้งที่เป็นข้อความ คำพูด ศิลปะ ดนตรี
คณิตศาสตร์
1.2 ทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป (CORE
OR GENERAL THINKING SKILLS)หมายถึง
ทักษะการคิดที่จำเป็นต้องใช้อยู่เสมอในการดำรง ชีวิตประจำวันและเป็นพื้นฐานการคิดขั้นสูงที่มีความสลับ
ซับซ้อนซึ่งคนเราจำเป็นต้องใช้ในการเรียนรู้เนื้อหาวิชาการ ต่างๆ
ตลอดจนการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทักษะการคิดที่เป็น แกน ประกอบด้วย
• การสังเกต • การสำรวจ • การตั้งคำถาม • การเก็บรวบรวมข้อมูล • การระบุ
• การจําแนกแยกแยะ • การเปรียบเทียบ
• การจัดหมวดหมู่ • การสรุปอ้างอิง
• การแปล การตีความ การเชื่อมโยง • การขยายความ
• การให้เหตุผล • และการสรุปย่อ
2. ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน (Higher
ordered/More Complicated
Thinking Skill) หมายถึง
ทักษะการคิดที่มีขั้นตอนหลายขึ้น
และต้องอาศัยทักษะการสื่อความหมายและทักษะการคิดที่เป็นแกน หลายๆทักษะ ในแต่ละชั้น
ทักษะการคิดชั้นสูงจึงจะพัฒนาได้เมื่อ
ผู้เรียนได้ผ่านการพัฒนาทักษะการคิดพื้นฐานจนเกิดความชำนาญ
แล้วทักษะการคิดขั้นสูงประกอบด้วย
ลัษณะการคิด
1. การคิดคล่องและหลากหลาย
เป็นความสามารถที่จะคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือใน
สถานการณ์ใด สถานการณ์หนึ่ง ได้ผลการคิดจํานวนมาก รวดเร็ว ตรงประเด็น และมี
ความหลากหลาย สามารถแตกแยกเป็นหลายแขนง หลายกลุ่ม หลาย ทักษะ
หลายประเภทหรือหลายรูปแบบ
2. การคิดวิเคราะห์และคิดผสมผสาน
การคิดวิเคราะห์
เป็นการแบ่งหรือแยกแยะสิ่งที่น่าสนใจหรือสิ่งที่ ต้องการศึกษาออกเป็น ส่วนย่อย ๆ
หรือออกเป็นแง่มุมต่าง ๆ แล้ว ทำการศึกษาส่วนย่อย ๆ นั้นอย่างลึกซึ่ง
3. การคิดริเริ่ม
เป็นการคิดที่ได้ผลการคิดที่มีความแปลกใหม่แตกต่างไปจากความคิด
ของคนทั่ว ๆ ไป มีลักษณะหรือมุมมองไม่เหมือนผู้อื่น เป็นการนำความรู้
เดินมาดัดแปลงให้เป็น ความคิดใหม่ซึ่งไม่จํากับใคร
4. การคิดละเอียดชัดเจน
เป็นการคิดที่ให้ผลของการคิดที่มีรายละเอียดทั้งส่วนที่เป็นหลักของเรื่อง
ก็คิดและส่วนที่เป็นองค์ประกอบย่อยของหลักก็คิดรวมกิจการคิดที่ ชัดเจนโดยสามารถอธิบายเรื่องที่ตนเอง
5. การคิดอย่างมีเหตุผล
เป็นการคิดที่อ้างอิงหลักฐานมาสนับสนุนเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องโดย
สามารถอ้างอิงหลักฐานและอธิบายหรือบอกความสัมพันธ์ระหว่างหลัก
ฐานที่อ้างกับข้อสรุปได้
6. การคิดกว้างและรอบคอบ
เป็นการคิดที่ครอบคลุมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คิดในทุกด้านทุกแง่ทุกมุมที
เกี่ยวกับเรื่องนั้นไม่คิดเฉพาะเรื่องที่มาเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือเรื่องที่เป็นผล
ประโยชน์ของตัวเอง
7. การคิดไกล
เป็นการคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งอาจเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการก
ระทําในปัจจุบันหรือเป็นจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้น ในอนาคต
8. การคิดลึกซึ่ง
เป็นการคิดที่ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องและลึกซึ่งเกี่ยวกับเรื่องที่
คิดโดยสามารถเข้าใจสภาพต่างๆที่ขับซ้อนทั้งในภาพรวมและส่วน
ประกอบย่อยของเรื่องที่คิดได้
9. การคิดดี
คิดถูกทางเป็นการคิดที่ตรงจุดมุ่งหมายคิดในแง่ที่ดีที่เป็นประโยชน์
ต่อตนเองต่อส่วนรวมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
แบบประเมินทักษะการคิด
แบบประเมินทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย
แบบทดสอบวัดการคิดเชิงเหตุผลด้านการจำแนกประเภท
แบบทดสอบวัดการคิดเชิงเหตุผลด้านการสรุปความ
แบบทดสอบความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ด้านการสังเกต
แบบทดสอบความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ด้านการจำแนก
แบบทดสอบความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ด้านการหาความสัมพันธ์
การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการคิดแก้ปัญหา
แบบทดสอบความสามารถในการคิดแก้ปัญหา
การประเมินพัฒนาการคิดเด็กปฐมวัยด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
แบบทดสอบการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้สถานการณ์
แบบทดสอบการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้นิทาน
กลุ่มที่6 การประเมินพัฒนาการด้านสังคม:การเล่นของเด็กปฐมวัย
สรุปกิจกรรมกลุ่มที่ 6 ด้านสังคม : การเล่น (ลักษณะการเล่น ระดับขั้นของการเล่น)
พัฒนาการทางด้านสังคม
การเล่นของเด็กปฐมวัย
การจัดกิจกรรมการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย
นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก เพราะการเล่น เป็น ประสบการณ์ที่มีการเตรียมเด็กให้มีความพร้อมนี้ทางด้านร่างกาย
อารมณ์-จิตใจ สังคม และ สติปัญญา ก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา
กล่าวไว้ดังนี้
1. การเล่นเป็นการระบายสีผลงานที่เหลือให้เป็นไปตามธรรมชาติ
2. การเล่นเป็นการหาความสนุกเพลิดเพลิน เพื่อเป็นการพักผ่อนโดยเด็กไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเท่ากับการ
ทำงานถึงแม้จะต้องออกแรงมาก ๆ เหมือนกัน
3. การเล่นเป็นการเลียนแบบบรรพบุรุษ
เพราะเด็กเคยเห็นการกระทำของบุคคล ที่เด็กใกล้ชิด
4. การเล่นเป็นการชดเชยสิ่งที่ขาด
โดยเด็กจะแสดงออกมาโดยการเล่น
-ด้านอารมณ์และจิตใจ การเล่นจะช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจเห
มันคงแข็งแรง รู้จักปรับอารมณ์ให้เข้ากับภาวะแวดล้อม
และการเล่นจะช่วยลดความคับข้องใจ
-ด้านสังคม การเล่นจะช่วยให้เด็กพัฒนาการด้านความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นเป็นการ
เรียนรู้ที่จะอยู่ รวมกลุ่ม รู้จักบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม ฟิกการสมาคม
และฟิกเด็กในเรื่องของการ ปรับตัว
-ด้านสติปัญญา การเล่นถือว่าเป็นการฟิกการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็กเป็นการฝึกใน
เรี่องการคิด และ ส่งเสรมจิตนาการของเด็ก
ดังนั้นสรุปได้ว่า การเล่นมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นในด้าน การ เตรียมประสบการณ์เพื่อการอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
ความสนุกสนานเพลิดเพลิน นอกจากการสร้างและ
แสดงออกทางจินตนาการอันเป็นหัวใจสำคัญของกิจกรรมทางความคิดของเด็กที่อย่าง
มากมายให้เด็กได้ เลือกเล่นอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
ซึ่งกล่าวได้ว่าการเล่นเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนา ทั้งทางด้านร่างกาย
อารมณ์สังคม และสติปัญญา
นักจิตวิทยาพัฒนาการได้แบ่งพัฒนาการทางสังคมผ่านการเล่น
4 แบบ ดังนี้
1. การเล่นคนเดียว
เป็นการเล่นขั้นแรกของเด็กตั้งแต่แรกเกิด - 2 ปี ซึ่งการเล่นของเด็กวัยนี้เป็นการเล่นเพื่อทำความรู้จัก
และหาประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว อาจจะมีพ่อแม่หรือพี่เลียงอยู่ข้างๆ
แต่ยังไม่ต้องการเพื่อนเล่น
อาจมีการเฝ้าดูคนอื่นๆเล่นและเข้าใจว่าของเล่นของฉันคือของ เล่นของฉัน และของเล่น
ของคนอื่นก็เป็นของฉันเช่นกัน เด็กคนอื่นมาเล่นไม่ได้
2. การเล่นคู่ขนาน (Parallel Play)
พบในเด็กอายุประมาณ 3 ปี
เป็นช่วงที่เด็กเริ่มสังเกตและสนใจคนอื่นเล่น ยังพอใจการเล่นคน เดียว
ยอมให้มีเพื่อนเล่นอยู่ข้างๆ ได้บ้าง แต่เป็นการเล่นแบบต่างคนต่างเล่น
ไม่เล่นด้วยกัน
3. การเล่นกับเพื่อน (Associative Play)
เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม พบเมื่อ อายุประมาณ 4 ปี ซึ่งเด็กจะมีพัฒนาการทางสังคม เพิ่มขืน
เด็กในวัยนี้นักเข้าใจว่าของเล่นฉันคือของฉัน เธอสามารถเล่นได้แต่ต้องคืน
ทำให้เด็กเรียนรู้การแบ่งบัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย และพูดคุยปรึกษากันเล่นกันได้
4. การเล่นรวมกันเป็นกลุ่ม (Cooperative Play)
พบกันเล่นแบบนี่ในเด็กอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป เพราะเด็กวัยนี่ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงกฎเกณฑ์
กติกา รู้จักการแพ้ชนะการใช้เหตุผล และการแก้ปัญหาซึ่งไว้ที่พ่อแม่ควรปลูกฝังคุณธรรมและกติกาทาง
สังคมควบคู่ ไปพร้อมกับการเล่น
หลักในการประเมินพัฒนาการ
1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน
2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า
3 ปีมีการ สังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่าง ๆ
และกิจวัตรประจำวันการบันทึกพฤติกรรมการสนทนาการ สัมภาษณ์เด็ก
และผู้ใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก
4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก
(เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวัง และ ส่งเสรีมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM)
ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรีอของหน่วยงานอื่น
5. นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาลัดกิจกรรม
เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้ และมี พัฒนาการเหมาะสมตามวัย
เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็ก
ปฐมวัย เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่าง
ๆ ทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ ตัดสินใจเกี่ยวกับ
เด็กหรือการคัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์
ตามปกติในกิจวัตรประจำวัน
ครูที่ประเมินอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจะสามารถใช้หลักสูตรและจัด
ประสบการณ์ได้อย่างเหมาะสมกับวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
กลุ่มที่5 การประเมินพัฒนาการทางด้านสังคม การเรียนรู้ ทักษะ พฤติกรรม ความสามารถทางสังคมของเด็กปฐมวัย
การเรียนรู้ทางสังคม Social Learning หมายถึง การเรียนรู้เงื่อนไขต่างๆ ในสังคม
ทําให้คนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมต่างๆ ตามที่สังคมนั้นๆ มีอยู่
ทํา
ให้คนที่เติบโตในสังคมไทยมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบไทย ทํา
ให้คนที่เติบโตในสังคมจีนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบจีน
การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคม
การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เด็กมีการปรับตัวเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคม
สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่นได้ตามลํา
ดับขั้นตอนของวัยและช่วงอายุ
เด็กสามารถแสดงพฤติกรรมความรู้สึกที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ
ในชีวิตประจํา วัน สามารถเล่น ทํา งาน และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
ซึ่งเป็นสิ่งสํา
คัญที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้และมีพัฒนาการทางสังคมในลํา ดับต่อไป
พัฒนาการด้านสังคม
การพัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้และเข้าใจตนเอง
และผู้อื่นเพื่อการปรับตัว และสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปกติ
การเรียนรู้นี้เป็นกระบวนการปรับตัวทางสังคม จากการที่ทารกได้สัมผัสใกล้ชิด
แม่และคนในครอบครัว ทารกจึงพัฒนาไปสู่การจักเพื่อนและคนอื่นได้ใช้ภาษา ได้เล่น
ได้แสดงความรู้สึก ได้เรียนรู้ข้อตกลง กฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคมตามวัยแต่ละช่วงอายุ
1.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี
ด้านสังคม เด็กจะเริ่มหันหน้าเมื่อมีคนเรียกชื่อ
ยิ้มให้คนอื่น เลียนแบบกิริยา ท่าทางของคน
แสดงออกถึงการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น ติดแม่ เข้าใจท่าทางและสีหน้าของคนอื่น
กลัวคนแปลกหน้า
2.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 2 ปี
ด้านสังคม เล่นร่วมกับผู้อื่น แต่ยังคงต่างคนต่างเล่นอยู่
เริ่มที่จะเล่นเป็นกลุ่มกับเด็กอื่นให้ความสนใจตนเองหรือยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง
ไม่ยอมแบ่งปันสิ่งของหรือของเล่นให้กับเด็กวัยเดียวกัน
ช่วยเหลือตัวเองในเรื่องการเข้าห้องน้ํา และแต่งตัวเองได้
3.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 3 ปี
ด้านสังคม
การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นยังไม่แน่นอนแล้วแต่อารมณ์ของเด็ก
เด็กวัยนี้เป็นวัยที่ชอบเล่นคนเดียว หรือเล่นสมมุติมากกว่าจะเล่นกับคนอื่น
รู้จักการรอคอยเริ่มปฏิบัติตามกฎกติกาง่าย ๆ รู้จักทํา งานที่ได้รับมอบหมาย
4.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 4 ปี
ด้านสังคม เริ่มเล่นร่วมกับผู้อื่นได้
แต่มักจะเป็นเพศเดียวกันกับตนมากกว่า
มักโกรธกันแต่ไม่นานเด็กก็จะกลับมาเล่นกันอีก
รู้จักการให้อภัย การขอโทษ
มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย
รู้จักเก็บของเล่นมีมารยาทในการอยู่ร่วมกัน
5.พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยระหว่าง 5-6 ปี
ด้านสังคม เล่นกับเพื่อน
โดยไม่เลือกเพศและสามารถฝึกกติกาง่ายๆในการเล่นได้สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจํา
วันได้ เล่นหรือทํา งานโดยมีจุดหมายเดียวกัน รู้จักไหว้ทํา
ความเคารพเมื่อพบผู้ใหญ่
ขั้นตอนในการพัฒนาทักษะทางสังคม
1. ก่อนการปฏิบัติกิจกรรม ควรปฏิบัติดังนี้
1.1 แยกแยะและกํา หนดพฤติกรรมเป้าหมายที่ต้องการจะพัฒนา /
แก้ไขว่ามีพฤติกรรมใดบ้าง
1.2 ตัดสินว่าพฤติกรรมใดที่ต้องการพัฒนาหรือแก้ไข
1.3 กํา หนดพฤติกรรมอย่างละเอียดว่าต้องการให้เกิดผลอย่างไรโดยกําหนดสิ่งที่บุตรหลานสามารถจะทํา
ได้หรือแสดงออกหลังจาก การได้รับการส่งเสริมทักษะนั้นๆแล้ว
1.4 วางแผนและจัดเตรียมการพัฒนา โดย
1.4.1การกํา
หนดกิจกรรมที่จะใช้ในการพัฒนาพฤติกรรมที่กําหนดไว้
1.4.2 กําหนดระยะเวลา อุปกรณ์ สถานการณ์
และบุคคลผู้ร่วมทํากิจกรรม
2. ระหว่างการปฏิบัติกิจกรรม
ปฏิบัติกิจกรรมตามที่กําหนดไว้พร้อมทั้งสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานในระหว่างการทํากิจกรรม
จดจําและบันทึกพฤติกรรมที่บุตรหลานแสดงออกในระหว่างการทํา กิจกรรม
3. หลังการปฏิบัติกิจกรรม
ควรสรุปผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุตรหลานที่ต้องการพัฒนาว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
จากนั้นผู้ปกครองควรถามตนเองว่ารู้สึกพอใจกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุตรหลานนั้นหรือไม่
หากคิดว่ายังไม่ดีพอควรพิจารณาปรับปรุงการทํา กิจกรรม แล้วลองนํา
ไปปฏิบัติตามขั้นตอนที่กํา หนดไว้อีกครั้ง
กลุ่มที่3 การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย (ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและประสาทสัมผัสของเด็กปฐมวัย)
สรุปกิจกรรมกลุ่มที่ 3 ด้านร่างกาย - ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสาทสัมพันธ์
พัฒนาการด้านร่างกายนี้ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ
1. พัฒนาการทางด้านปริมาณ ได้แก่
การเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย เช่น ส่วนสูง ตัวโตขึ้น และมีน้ำหนักเพิ่ม มากขึ้น
2. พัฒนาการทางด้านคุณภาพ ได้แก่ ความสามารถในการ เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ
เช่น การนั่ง การยืน การเดิน การวิ่ง และการกระ โดด
การประเมินการเจริญเติบโต ทางด้านร่างกายพิจารณาจาก
1) นํ้าหนักตัว 2) ความยาวหรือความสูง
3) การเพิ่มของไขมันใต้ผิวหนัง 4) การเพิ่มของเส้นรอบศีรษะ
5) การขึ้นของฟัน 6) การเจริญเติบโตของอวัยวะเพศ
ลักษณะการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่ต้อง ใช้ลำตัว แขน ขามี 3 ประเภท
1) การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ การก้มตัว การยืด การเหยียดตัว
2) การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อน: การ
เคลื่อนไหวที่มีระยะทางเกิดขึ้นโดยเน้นที่เท้า มีพื้นฐาน เดิน วิ่ง การก้าวกระโดด
การกระ โดดเท้าสลับ
3) การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ (ทั้งเคลื่อนที่ และไม่เคลื่อนที่)
ประกอบอุปกรณ์ เช่น ลูกบอลห่วงยาง บาร์เชือก
การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม มี 2 แบบ คือ
1. การสังเกตอย่างเป็นทางการหรือการ สังเกตอย่างมีระเบียบ
เป็นการสังเกตอย่างมี จุดหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า
2. การสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ เป็นวิธี ที่
ผู้ปกครองส่วนมากเฝ้าดูและสังเกตการ เล่นของเด็ก จดบันทึกหรือการที่ผู้ปกครอง
และครูสังเกตพฤติกรรมเด็กขณะเล่นหรือทํา จดบันทึกโดยไม่มีการกำหนดพฤติกรรมที่
ต้องการสังเกตล่วงหน้าและไม่สามารถคาด ล่วงหน้าได้ว่าเด็กจะแสดงพฤติกรรมอะไร ออกมา
วิธีบันทึกข้อมูลและการแปลความ
-สังเกตพฤติกรรมของเด็กตาม รายการในแบบบันทึกแล้วกรอกข้อมูลใน
ช่องที่ 3 ว่าเด็กที่พฤติกรรมตามรายการ
ในแบบบันทึกได้เมื่ออายุที่เดือน
-นำข้อมูลที่กรอกในช่องที่สามเปรียบ เทียบกับช่องที่ 2
ซึ่งเป็นความสามารถ ตามวัยจะช่วยทราบว่าเด็กมีพฤติกรรม
ตามวัยก้าวหน้า หรือช้า เพื่อเป็นข้อมูล ประกอบการสร้างเสริมพฤติกรรมเด็ก ต่อไป
-ในกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมอื่นที่น่า
สนใจนอกเหนือจากพฤติกรรมตามวัย ที่ ระบุไว้ในแบบบันทึกข้อมูลสามารถบันทึก ลงในช่องหมายเหตุ
กลุ่มที่1 การพัฒนาการด้านร่างกาย (การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย)
กลุ่มที่1 ด้านร่างกาย – สุขภาพอนามัย (การเจริญเติบโต
ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย)
การส่งเสริมสุขภาวะ
ด้านอาหาร
เด็กวัยนี้จะมีน้ำ หนักเพิ่มขึ้นปีละ 2-2.5 กิโลกรัม และส่วนสูงจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 6-8
เซนติเมตร เด็กจะต้องได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอเพียงทั้งชนิดและปริมาณความต้องการสารอาหารของเด็ก
แต่ละคนในช่วงนี้จะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับอัตราการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคน
ระดับกิจกรรมที่ทํา และขนาดร่างกายของเด็ก หากเด็กได้รับโภชนาการหรือสารอาหารต่างๆ
ไม่เพียงพอ จะส่งผลให้การเจริญเติบโตช้า กล้ามเนื้อ ไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานต่ำ
เกิดภาวะโลหิตจาง ในทางตรงข้ามถ้าได้มากเกินไป ก็ทํา ให้มีน้ํา
หนักเกินเกิดโรคอ้วน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ
เด็กวัยนี้ควรกินอาหารหลัก 3 มื้อ
โดยกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และมีอาหารที่หลากหลาย
การออกกําลังกาย
การออกกําลังกายในวัย 3-5 ปี
จะเป็นรากฐานสําคัญต่อชีวิตเด็กไปตลอด
การออกกําลังกายจะส่งเสริมการพัฒนาระบบประสาท
กระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก
นอกจากนี้ยังกระตุ้นการทํางานของสมอง
ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาความสามารถรอบด้านทั้งทางร่างกายอารมณ์
สังคมและสติปัญญา ดังนั้น พ่อแม่และครูจึงควรส่งเสริมการออกกํา
ลังกายของเด็กวัยอนุบาลอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ
เด็กวัยนี้ต้องการการเล่นอิสระกลางแจ้งอย่างน้อยวันละ 30 นาที
และไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน เกิน 1 ชั่วโมงต่อวันจนขาดโอกาสออกกําลังกาย
ด้านวัคซีน
วัคซีนในวัยนี้มีไม่มากส่วนใหญ่เป็นวัคซีนสำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
จากวัคซีนที่ทยอยฉีดมาตั้งแต่แรกคลอด
หรือให้วัคซีนทางเลือกที่ผู้ปกครองยังไม่ตัดสินใจฉีดก่อนหน้านี้เช่นไวรัสตับอักเสบเอ
อีสุกอีใสไบ้ หวัดใหญ่ ซึ่งผู้ปกครองสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมได้มี
วัคซีนที่เด็กอนุบาลควรได้รับ
การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
1. การซักประวัติการเจริญเติบโต
1.1 ถามว่าเด็กมีน้ำหนักแรกเกิดเท่าไร
หรือดูจากสมุดบันทึกสุขภาพของเด็ก
1.2. ขอดูสมุดบันทึกสุขภาพ
เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวและส่วนสูงใน ระยะที่ผ่านมา
1.3. ถ้าไม่มีสมุดบันทึกสุขภาพ
หรือมีแต่ไม่ได้ลงบันทึกไว้ควรถามดูว่าเด็กเติบโตดี สม่ำเสมอหรือไม่
อาจเปรียบเทียบขนาดตัวเด็กกับพี่น้อง หรือเด็กที่มีอายุใกล้เคียง กัน
1.4. สำหรับวัยเรียนตอนปลายหรือวัยรุ่น
ควรถามด้วยว่ามีการเปลี่ยนแปลงของ รูปร่าง ลักษณะทางเพศและเสียงหรือไม่
เด็กหญิงคารถามประวัติการมีประจำเดือนด้วย
2. การประเมินการเจริญเติบโต และการแปลผล
ดัชนีของการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วไป ได้แก่
2.1 น้ำหนัก (แรกเกิด 3 kgs 1 ปี x
3, 3 ปี x 4, 5 ปี x 6) หรือ(อายุเป็นปี
x 2 + 8kgs)น้ำหนักตัวที่เหมาะกับอายุอย่างคร่าว ๆ
2.2 ส่วนสูง (แรกเกิด 50 cms, 1 ปี 75
cms, 2 ปี 87.5 cms, 4 ปี 100 cms และ 10 ปี 130 cms)
2.3 เส้นรอบศีรษะ (แรกเกิด 35 cms, 1 ปี
47 cms, 3 ปี 50 cms, 9 ปี 55
cms)
การประเมินพัฒนาการ
1. การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย
1.1 โครงสร้างสัดส่วนและขนาดของร่างกาย
1.2 ความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใหญ่
1.3 ความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
1.4 ภาวะสุขภาพโดยรวม
2. การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
2.1 พฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ
2.2 ความสามารถในการรับรู้ / ยอมรับความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง
2.3 ความสามารถในการควบคุมอารมณ์
2.4 ความสามารถในการรับรู้ / ยอมรับความรู้สึกของผู้อื่น
3. การประเมินพัฒนาการด้านสังคม
3.1 ความสามารถในการปรับตัวและสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น
3.2 ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง
3.3 ความสามารถในการทํา งานร่วมกับผู้อื่น
4. การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา
4.1 ความสามารถในการรับรู้และเรียนรู้สิ่งรอบตัว
4.2 ความสามารถในการใช้ภาษาและความจำ
4.3 ความสามารถในการใช้ความคิดและเหตุผล
4.4 ความสามารถในการใช้ความคิดสร้างสรรค์
การประเมินด้านพัฒนาการภาวะสุขภาพ
สุขภาพอนามัย เป็นตัวชี้วัดที่แสดงคุณภาพชีวิตของเด็ก
โดยการพิจารณาความสะอาด สิ่งผิดปกติของร่างกายที่จะส่งผลต่อการดํา
เนินชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็กในการประเมินครั้งนี้จะประเมินสุขภาพอนามัย 9 รายการ
รายการประเมินสุขภาพอนามัย
1. ผมและศีรษะ
2. หูและใบหู
3. มือและเล็บมือ
4. เท้าและเล็บเท้า
5. ปาก ลิ้น และฟัน
6. จมูก
7. ตา
8. ผิวหนังและใบหน้า
9. เสื้อผ้า
เกณฑ์การประเมินมี 3 ระดับ
ระดับ 3 สะอาด
ระดับ 2 พอใช้
ระดับ 1 ปรับปรุง /
สกปรก













































